Sponsored Ads

สำหรับผู้ที่กำลังจะไปสอบใบอนุญาตรถจักรยานยนต์ ท่านควรศึกษาและทราบข้อมูลเบื้องต้นก่อน จะไปติดต่อกับทางกรมขนส่งหรือสำนักงานขนส่งในแต่ละจังหวัดเพื่อทำใบอนุญาตขับขี่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา แม้จะเตรียมเอกสารไปพร้อมๆ แล้วก็ตาม

 

ตัวอย่างข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรู้ก่อนจะไปติดต่อทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์

สถานที่ติดต่อเพื่อทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ มีที่ไหนบ้าง ท่านสามารถติดต่อทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ที่กรมขนส่งในกรุงเทพซึ่งมีหลายที่เช่น หมอชิตเก่า พระโขนง หรือหนองจอก หรือติดต่อได้ที่สำนักงานขนส่งในแต่ละจังหวัด ข้อมูลเชื่อมถึงกันหมด บางคนอยู่กรุงเทพแต่ไปติดต่อทำใบขับขี่ที่จังหวัดที่ประชากรน้อยๆ จะได้เร็ว เพราะในกรุงเทพคิวอาจจะยาวหลายเดือน กว่าจะได้อบรม กว่าจะได้สอบ อาจจะกินเวลานานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว

 

สนามสอบแต่ละแห่งเข้มงวดหรือมีท่าสอบไม่เหมือนกัน

สำนักงานขนส่งในแต่ละจังหวัด การติดต่อทำใบขับขี่ การอบรม การสอบภาคทฤษฎีจะเหมือนกัน แต่ภาคสนามขับรถทดสอบ อาจจะไม่เหมือนกัน การเลือกสนามสอบใกล้บ้านเป็นเรื่องดี สะดวก แต่หากคิวยาวมาก การเลือกสำนักงานขนส่งในจังหวัดอื่น ที่คนน้อย ประชากรน้อย ก็ย่อมจะดีกว่า เร็วกว่า

 

การติดต่อในครั้งแรกกับกรมขนส่งสำนักงานขนส่งต้องไปจองคิวก่อน

การติดต่อกับกรมขนส่งหรือสำนักงานขนส่งในแต่ละจังหวัดเพื่อทำใบอนุญาตขับขี่กรมขนส่ง ในวันแรก ครั้งแรก จะเป็นการไปเพื่อจองคิวเท่านั้น โดยจะต้องเตรียมเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใบรับรองแพทย์ และบัตรประชาชนตัวจริงไปติตต่อ ซึ่งจะเป็นการไปเพื่อจองคิวเท่านั้น เนื่องจากจำนวนผู้สอบใบขับขี่ในปัจจุบันมีเยอะมาก ไม่ใช่ไปแล้วจะได้สอบทันทีเหมือนเมื่อสมัยเกือบสิบปีก่อน หลังจากจองคิวแล้ว ทางกรมขนส่งหรือสำนักงานขนส่ง จะนัดให้มาอบรม ซึ่งอาจจะกินเวลาหลายเดือน กว่าจะถึงคิวนัดหมายให้มาอบรมและสอบภาคปฏิบัติ

การติดต่อเพื่อจองคิวสำหรับกรมขนส่งหรือสำนักงานขนส่งบางแห่ง สามารถจองทางโทรศัพท์ หรือผ่านเว็บไซต์ได้ ควรโทรศัพท์สอบถามทางเจ้าหน้าที่ก่อน จะเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ

 

ระหว่างรอวันนัดหมายตามคิว ต้องอ่านหนังสือคู่มือเตรียมตัวสอบใบขับขี

การนัดหมายเพื่อไปอบรมและสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ตามคิวที่ได้รับ อาจจะกินเวลาหลายเดือน ระหว่างนี้ให้หาซื้อหนังสือคู่มือสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์หรืออาจจะดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตมาอ่าน ทำความเข้าใจ สำหรับข้อสอบทั้งหมดจะมี 1000 ข้อ จะสุ่มมาให้สอบ 50 ข้อ แนะนำให้อ่านข้อสอบทั้งหมด และจำคำตอบให้ได้ ผู้เขียนใช้วิธีนี้ ผ่านได้ไม่ยาก

ในวันนัดหมายตามคิวที่ได้รับ จะเป็นการอบรมและสอบวัดความรู้

เมื่อถึงวันนัดหมายตามคิวที่ได้รับ ให้ไปติดต่อกรมขนส่งแต่เช้า ไปยื่นแสดงตัวตามนัดหมาย สำหรับกิจกรรมที่ต้องทำในวันนั้นก็จะมีการทดสอบสมรรถภาพเพื่อดูว่าจะสามารถขับรถได้หรือไม่ และอบรมกฏจราจร กติกา มารยาท ความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนน ในช่วงเช้าและช่วงบ่าย หลัง 15:00 ก็จะให้สอบวัดความรู้หรือสอบภาคทฤษฎี ข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ ท่านจะต้องผ่านอย่างน้อย 45 ข้อ (ในอนาคตจะเพิ่มจำนวนข้อสอบ หลัง เมษายน 2560) หากก่อนหน้าจะถึงวันนัดหมายอบรม ท่านได้หาหนังสือ คู่มือ มาอ่าน พร้อมทำข้อสอบทั้ง 1000 ข้อ มาเป็นอย่างดีแล้ว รับรองว่าสอบครั้งเดียวผ่านแน่นอน หากสอบไม่ผ่านก็จะนัดวันอบรมและวันสอบอีกครั้ง เสียเวลาพอสมควร

 

สิ่งที่ต้องทำหลังจากสอบวัดความรู้ผ่านแล้ว

เมื่ออบรมและสอบวัดความรู้เกี่ยวกับกฏจราจร การใช้รถ ความรู้เรื่องรถ มารยาทการใช้รถใช้ถนน ฯลฯ ก็จะได้รับใบนัดให้มาสอบภาคปฏิบัติ สำหรับรถจักรยานยนต์จะมี 5 ท่า แต่จะนิยมให้สอบแค่ 3 เท่าเท่านั้น คือ การขับรถตามเครื่องหมายจราจร การขับผ่านทางซิกแซก ผ่านกรวย การขับบนทางแคบ ท่าสุดท้ายเป็นท่าปราบเซียน บางคนมีอาชีพขับรถส่งของ แต่ต้องสอบท่านี้ถึง 4 รอบกว่าจะผ่าน สิ่งที่ต้องทำในระหว่างรอให้ถึงวันสอบภาคปฏิบัติก็คือ การฝึกๆๆๆและก็ฝึกตามท่าที่ใช้สอบ อย่าได้ประมาท โดยเฉพาะการขับบนทางแคบนั้น ครั้งแรกตกแทบทุกคน เพราะใช้เวลาอยู่บนทางแคบไม่ถึง 10 วินาที ต้องอยู่ให้นานไม่น้อยกว่า 10 วินาที บนรถระยะทาง 15 เมตร เฉลี่ยแล้ว จะต้องขับรถที่ความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่่านั้น ยากมาก

 

การสอบภาคสนามหรือภาคปฏิบัติเมื่อสอบวัดความรู้ผ่านแล้ว

ในวันสอบวัดความรู้ หากสอบผ่าน ก็จะได้รับใบนัดให้มาทำการสอบภาคปฏิบัติเพื่อขับรถตามท่าบังคับ โดยให้ไปฝึกขับตามท่าบังคับให้พร้อม แล้วจึงเดินทางมาสอบ วันไหนก็ได้ ภายใน 90 วันนับตั้งแต่ได้รับใบนัดหมาย สำหรับรถจักรยานยนต์จะมี 5 ท่า แต่จะนิยมสอบเพียง 3 เท่า สามารถศึกษาได้จากวิดีโอใน Youtube การสอบจะเริ่มช่วงเช้า 10:00-15:00 นาฬิกา เมื่อผ่านแล้ว ก็รับเอกสารไปติดต่อเพื่อทำใบอนุญาตขับขี่ได้เลย ใช้เวลาไม่นาน

 

สิ่งที่ต้องทำเมื่อได้รับใบอนุญาตขับขี่แล้ว

สิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องพกบัตรติดตัวตลอดเวลาเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์ และไปต่ออายุบัตรเมื่อถึงใกล้หมดอายุ ไม่เช่นนั้นจะต้องสอบใหม่ เสียเวลา

ขั้นตอนการสอบใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์จะมีทั้งหมดคล้ายดังที่กล่าวมา แต่ทั้งนี้สำหรับกรมขนส่งหรือสำนักขนส่งใน

จังหวัดใหญ่ๆ ที่มีประชนชนมาติดต่อจำนวนมาก ขั้นตอนการทำงานอาจจะต่างไปจากที่กล่าวมา แต่การเตรียมตัวเพื่อสอบวัดความรู้ทั้่งภาคทฤษฎีและสอบภาคปฏิบัติจะคล้ายกัน แต่การสอบปฏิบัติบางแห่งอาจจะเข้มงวด ต้องสอบทุกท่า ต้องศึกษาข้อมูลจากแต่ละแห่งด้วย เพื่อความสะดวก รวดเร็วในการดำเนินการ เพราะหลายคนไม่ได้ทำงานส่วนตัว ต้องลาหยุดงาน เพื่อมาติดต่อ

Sponsored Ads

.

.

ค้นหาด้วย Google ...