ความหมาย : สำนวนนี้มักจะใช้พูดถึง การให้ความช่วยเหลือที่ไม่ทั่วถึงกัน ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ซึ่งบางครั้งก็ เป็นเรื่องยาก เพราะผู้คนก็มีมาก อย่างเวลาที่เกิดปัญหาบางอย่าง ภัยธรรมชาติ หรือเหตุร้ายต่างๆ แต่บางทีการช่วยเหลือนั้นก็มุ่ง ช่วยเหลือคนเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น

ตัวอย่าง :

ความลำเอียงของคนเรา หรือเห็นแก่พวกพ้องเป็นเรื่องปกติ อย่างกรณีเกิดภัยทางธรรมชาติ การให้ความช่วยเหลือประชาชน บางคนก็จะให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มหรือคนที่สนับสนุนตน เอง อย่างนักการเมือง ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ให้ความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

ความรักใคร่เฉพาะพวกพ้องเป็นเรื่องปกติของคนเรา แม้แต่ ในครอบครัว วงศาคณาญาติกันก็ตาม การให้ความช่วยเหลือกัน ก็อาจจะ ฝนตกไม่ทั่วฟ้า ช่วยเหลือเฉพาะญาติที่ตนรักใคร่เท่านั้น และบางคนก็อาจจะได้รับบทเรียนราคาแพง เมื่อญาติที่ตนให้ ความช่วยเหลือ กลับไม่สามารถพึ่งพาอะไรได้ สุดท้ายก็ได้รับ ความช่วยเหลือจากคนที่ตัวเองไม่เคยสนใจไยดี

การใช้ความช่วย เหลือคนจึงต้องช่วยคนดี เพราะคนมีโอกาสกระทำความดีต่อ เนื่องกันไป หรือให้ความช่วยเหลือคนอื่นเป็นทอดๆ ต่างจากคน เห็นแก่ตัว รับอย่างเดียว ไม่ช่วยเหลือผู้อื่น

การได้รับความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เป็นเรื่อง ปกติของสังคม ในช่วงภัยธรรมชาติ แม้จะมีการบริจาคสิ่งของ เพื่อช่วยผู้ประสบภัย แต่ผู้รับผิดชอบดูแลของบริจาคบางคนก็นำ ของไปให้เฉพาะญาติหรือพรรคพวกของตนเอง บางกลุ่มที่ต้อง การทำประโยชน์ให้สังคมอย่างบรรดากลุ่มรถออฟโรด รถยกสูง ซึ่งสามารถลุยน้ำท่วมสูงได้ บางกลุ่มก็จะพากันไปบริจาคข้าวของ ให้ประชาชนในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง

บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน


บทความอื่น ที่คุณอาจสนใจ

พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น พบสิ่งที่ต้องการก็เมื่อสายเกินไป

ความหมาย : สำนวนนี้มักจะใช้พูดถึงสิ่ง ที่ตัวเองรู้สึกพึงพอใจ เป็นสิ่งที่ต้องการ แต่ก็สายเกินไปแล้ว เหมือน พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น ไม่มีแรงจะฟันแล้ว ในชีวิตคน เราก็มีหลายเรื่องที่เป็นดั่งนี้ บางทีเจอโอกาสดีๆ แต่ตัวเราเองก็ ไม่มีความสามารถที่จะทำแล้ว อ่านเพิ่มเติม..